ข้ามไปยังเȨ้อหา

“ยามะเร็งฝีมือคนไทย” เป้าราคาหลักหมื่น คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้

“โรคมะ๶ร็งĝ ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตหลักของประเทศไทย โดยมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 140,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 400 คน ซึ่งเป็นภาระสำคัญต่อระบบสาธารณสุข ทั้งในด้านการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิด โดยสามารถช่วยยืดอายุและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาในผู้ป่วยมะเร็ง
แม้ว่านวัตกรรมทางการแพทย์ดังกล่าวจะสร้างความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ข้อจำกัดด้านต้นทุนของยานวัตกรรมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริบทของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของการรักษาและความยั่งยืนด้านทรัพยากร
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม 302 ชั้น 3 อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสภากาชาดไทย และพันธมิตรทางคลินิก แถลงความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทย พร้อมลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เพื่อมุ่งสู่การวิจัยในมนุษย์ เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งไทย
ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และสภากาชาดไทยในการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 8 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของไทยที่ได้มีการพัฒนายาดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันยาชีววัตถุรักษามะเร็งที่ใช้จะเป็นการนำเข้ามาจากต่างประเทศ และราคาค่อนข้างสูง ทำให้มีผู้ป่วยมะเร็งเพียงกลุ่มหนึ่งที่สามารถเข้ารับการรักษาจากยาต้นแบบได้
ยาที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยไทย และความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพสูง ในราคาที่อยู่ระดับหลักหมื่นต้นๆ เท่านั้น และหาก สปสช.นำเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติก็จะทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงการรักษาด้วยยาดังกล่าวได้

ในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะ๶ปิดรับอาสาสมัครมาเข้าร่วมการทดลองคลินิกในมนุษย์ ซึ่งระยะแรกจะ๶ปิดรับ 20 ราย โดยต้องเป็นกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีการตรวจพบโปรตีน PD-L1 อย่างน้อย 50%

ศ.ดร.นพ.วิโรจน์  กล่าวเพิ่มเติมว่าจากข้อมูลเชิงลึกพบว่าผู้ป่วยมะเร็งปอด 100 คน จะมีประมาณ 20-25 คน ที่มีระดับโปรตีนสูงตามเกณฑ์นี้ และเป็นกลุ่มที่คาดหวังผลการตอบสนองต่อยาได้ดีที่สุด โดยโครงการวิจัยระยะแรกจะ๶ปิดรับอาสาสมัคร สถาบันละ 10 คน รวมเป็น 20 คน เพื่อทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพเบื้องต้น

อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และรองผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่าตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาเซลล์ตั้งต้นในการผลิตยา การออกแบบกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขยายขนาดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนจากประชาชนไทย ทำให้โครงการสามารถเดินหน้ามาได้
ภารกิจนี้ไม่ใช่เพียงงานวิจัยในห้องแล็ป แต่คือ “ภารกิจของคนไทยทุกคน”

เร็ว ๆ นี้ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จะมีการจัดกิจกรรมระดมทุนและคอนเสิร์ตการกุศล เพื่อเปลี่ยนพลังสมทบทุนให้กลายเป็นงบประมาณวิจัยที่จะขยายผลไปสู่การรักษามะเร็งชนิดอื่น ๆ ต่อไป

คุณอาจจะชอบ

สาระความรู้และข่าวสาร

“ยามะเร็งฝีมือคนไทย” เป้าราคาหลักหมื่น คนไทยเข้าถึงการรักษา ความหวังที่จับต้องได้