ศศินทร์ จุฬาฯ Archives - จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย /ٲ/ศศินทร์-จุฬาฯ-ٳ/ Wed, 29 Apr 2026 19:11:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.4 https://web-cdn.chula.ac.th/web-dev/2026/07/favicon-1-150x150.webp ศศินทร์ จุฬาฯ Archives - จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย /ٲ/ศศินทร์-จุฬาฯ-ٳ/ 32 32 ศศินทร์ จุฬาฯ เชิญร่วมงาน Sasin Research Seminar โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดระดับนานาชาติ /news/275983/ Tue, 09 Dec 2025 00:00:00 +0000 สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงาน Sasin Research Seminar ในวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 12.00–13.00 น. ณ ห้อง 201 ชั้น 2 อาคารศศปาฐศาลา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ โดยได้รับเกียรติจาก Assoc. Prof.Sameer Mathur, Ph.D., Carnegie Mellon University นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีประสบการณ์การสอนกว่า 15 ปีในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก และมีผลงานด้านการพัฒนาหลักสูตรการตลาดและเทคโนโลยีเพื่อการตลาดอย่างต่อเนื่อง เป็นวิทยากร การบรรยายในครั้งนี้มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ Multiple Regression with Interactions ในการวิจัยด้านการตลาด ภายใต้หัวข้อ “Hands-On Marketing Research: Modeling Fuel Efficiency in Vintage Cars Using Multiple Regression with Interactions” […]

The post ศศินทร์ จุฬาฯ เชิญร่วมงาน Sasin Research Seminar โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดระดับนานาชาติ appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงาน Sasin Research Seminar ในวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 12.00–13.00 น. ณ ห้อง 201 ชั้น 2 อาคารศศปาฐศาลา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ โดยได้รับเกียรติจาก Assoc. Prof.Sameer Mathur, Ph.D., Carnegie Mellon University นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีประสบการณ์การสอนกว่า 15 ปีในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก และมีผลงานด้านการพัฒนาหลักสูตรการตลาดและเทคโนโลยีเพื่อการตลาดอย่างต่อเนื่อง เป็นวิทยากร

การบรรยายในครั้งนี้มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ Multiple Regression with Interactions ในการวิจัยด้านการตลาด ภายใต้หัวข้อ “Hands-On Marketing Research: Modeling Fuel Efficiency in Vintage Cars Using Multiple Regression with Interactions”

ผู้สȨจสามารถลงเทียน๶ข้าร่วมงานได้โึϸไม่เสียค่าใช้จ่ายที่

สอบถามข้อมูล๶พิ่ม๶ติมได้ที่ โทร. 0-2218-4095 หรืออีเมล sasin.next@sasin.edu

The post ศศินทร์ จุฬาฯ เชิญร่วมงาน Sasin Research Seminar โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดระดับนานาชาติ appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>
ศศินทร์จัด Open House วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 /news/271777/ Mon, 17 Nov 2025 00:00:00 +0000 สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management) ขอเชิญผู้ที่สนใจสมัครเรียนในปีการศึกษา 2569 ร่วมงาน Sasin Open House ในวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00-12.00 น. ณ ศศินทร์ จุฬาฯ ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรของศศินทร์ ทั้ง Flexible MBA, Executive MBA และ DBA ภายในงานยังมีนิสิตปัจจุบัน นิสิตเก่า และคณาจารย์ศศินทร์ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอนตามโปรแกรมที่สนใจ ลงทะ๶บียนได้ที่ https://tinyurl.com/yad4fknd

The post ศศินทร์จัด Open House วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management) ขอเชิญผู้ที่สนใจสมัครเรียนในปีการศึกษา 2569 ร่วมงาน Sasin Open House ในวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00-12.00 น. ณ ศศินทร์ จุฬาฯ

ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรของศศินทร์ ทั้ง Flexible MBA, Executive MBA และ DBA ภายในงานยังมีนิสิตปัจจุบัน นิสิตเก่า และคณาจารย์ศศินทร์ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอนตามโปรแกรมที่สนใจ

ลงทะ๶บียนได้ที่

The post ศศินทร์จัด Open House วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>
บทความพิเศษศศินทร์ จุฬาฯ : ปลดล็อกผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง “T*Factor” ของไทย กำหนดนิยามใหม่ของการไม่แบ่งแยกในระดับโลก /news/267838/ Wed, 29 Oct 2025 00:00:00 +0000 กรุงเทพฯ ประเทศไทย – ท่ามกลางกระแสการถกเถียงเรื่อง “ความหลากหลายและการไม่แบ่งแยก” ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ งานวิจัยจากประเทศไทยกำลังจะกำหนดนิยามใหม่ของ “ความเป็นผู้นำ” ดร.ดรูว์ บี. มัลลอรี (Dr. Drew B. Mallory) อาจารย์และนักวิจัยจากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management) ได้เปิึϹผยงาȨิจัย “T*Factor” ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดเชิงปฏิวัติที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกไม่เคยปรากฏมาก่อนเกี่ยวกับศักยภาพความเป็นผู้นำของมืออาชีพที่เป็นทรานส์เจนเดอร์และนอนไบนารี (ทรานส์*) งานวิจัยนี้ไม่ใช่แค่บทความทางวิชาการทั่วไป หากแต่เป็นการศึกษาครั้งแรกของโลกในหลายๆ แง่มุม ทั้งเป็นการวิจัยเชิงลึกครั้งแรกของผู้นำทรานส์* ทั่วโลก  และเป็นครั้งแรกที่มุ่งเน้นไปที่มืออาชีพที่เป็นทรานส์ ในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับบริบทของประเทศไทยโดยเฉพาะ ดร.มัลลอรีกล่าวว่า ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณสมบัติที่โดดเด่นของผู้นำทรานส์* ได้แก่ ความยืดหยุ่น ความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง และความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence: EQ) ซึ่งหล่อหลอมให้เกิดแนวทางความเป็นผู้นำแบบองค์รวม ที่ประสานสติปัญญาเข้ากับปัญญาทางอารมณ์อย่างสมดุล “งานวิจัยนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับผู้นำเท่านั้น แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ต่อประสบการณ์ชีวิตของกลุ่มคนที่มักถูกมองข้าม” ดร.มัลลอรีกล่าว “ศศินทร์ในฐานะสถาบันการศึกษาที่ริเริ่มต่อโครงการ IDEALS ทำให้การศึกษานี้เกิดขึ้นได้ และยังเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า Inclusion ไม่ใช่เพียงเรื่องจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและประสิทธิภาพขององค์กรได้อย่างแท้จริง” โครงการ […]

The post บทความพิเศษศศินทร์ จุฬาฯ : ปลดล็อกผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง “T*Factor” ของไทย กำหนดนิยามใหม่ของการไม่แบ่งแยกในระดับโลก appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – ท่ามกลางกระแสการถกเถียงเรื่อง “ความหลากหลายและการไม่แบ่งแยก” ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ งานวิจัยจากประเทศไทยกำลังจะกำหนดนิยามใหม่ของ “ความเป็นผู้นำ” ดร.ดรูว์ บี. มัลลอรี (Dr. Drew B. Mallory) อาจารย์และนักวิจัยจากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management) ได้เปิึϹผยงาȨิจัย T*Factor” ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดเชิงปฏิวัติที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกไม่เคยปรากฏมาก่อนเกี่ยวกับศักยภาพความเป็นผู้นำของมืออาชีพที่เป็นทรานส์เจนเดอร์และนอนไบนารี (ทรานส์*)

งานวิจัยนี้ไม่ใช่แค่บทความทางวิชาการทั่วไป หากแต่เป็นการศึกษาครั้งแรกของโลกในหลายๆ แง่มุม ทั้งเป็นการวิจัยเชิงลึกครั้งแรกของผู้นำทรานส์* ทั่วโลก  และเป็นครั้งแรกที่มุ่งเน้นไปที่มืออาชีพที่เป็นทรานส์ ในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับบริบทของประเทศไทยโดยเฉพาะ ดร.มัลลอรีกล่าวว่า ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณสมบัติที่โดดเด่นของผู้นำทรานส์* ได้แก่ ความยืดหยุ่น ความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง และความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence: EQ) ซึ่งหล่อหลอมให้เกิดแนวทางความเป็นผู้นำแบบองค์รวม ที่ประสานสติปัญญาเข้ากับปัญญาทางอารมณ์อย่างสมดุล

“งานวิจัยนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับผู้นำเท่านั้น แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ต่อประสบการณ์ชีวิตของกลุ่มคนที่มักถูกมองข้าม” ดร.มัลลอรีกล่าว “ศศินทร์ในฐานะสถาบันการศึกษาที่ริเริ่มต่อโครงการ IDEALS ทำให้การศึกษานี้เกิดขึ้นได้ และยังเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า Inclusion ไม่ใช่เพียงเรื่องจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและประสิทธิภาพขององค์กรได้อย่างแท้จริง”

โครงการ IDEALS (Inclusion, Diversity, Equity, and Access to Learning at Sasin) ที่ศศินทร์เชื่อว่าการศึกษาและธุรกิจที่ไม่แบ่งแยกคือรากฐานแห่งความเป็นเลิศและการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ในยุคที่กระแสต่อต้านทรานส์* ทวีความรุนแรงในบางภูมิภาคของโลก “T*Factor” จึงกลายเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณค่าและศักยภาพของผู้นำทรานส์ ที่มีต่อองค์กรและสังคมในมุมมองที่สร้างสรรค์และทรงพลัง

T*Factor: ความเป็นผู้นำที่หล่อหลอมจากความยืดหยุ่น

งานวิจัย “T*Factor” เกิดจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้นำทรานส์ 16 คนจากหลากหลายภาคส่วนในประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจว่าพวกเขาใช้ประสบการณ์ชีวิตและอัตลักษณ์ที่ซับซ้อนในการสร้างเส้นทางสู่ความเป็นผู้นำอย่างไร กรอบแนวคิดนี้แสดงให้เห็นว่า ความเป็นผู้นำของทรานส์* ชาวไทยได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบทางวัฒนธรรม พฤติกรรม และคุณค่าภายในที่ผสมผสานกันอย่างลึกซึ้ง

ผู้นำทรานส์* เหล่านี้แสดงให้เห็นถึง “ความยืดหยุ่นที่ไม่แตกหัก” ซึ่งไม่ได้เกิดจากการเอาชนะอุปสรรคเพียงอย่างเดียว แต่จากการเปลี่ยนความท้าทายทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นพลังแห่งการเติบโต ภายใต้กรอบความเชื่อแบบไทย เช่น “กรรม” หรือ “เกรงใจ” พวกเขาได้สร้างสมดุลระหว่างการรักษาความสุภาพอ่อนน้อมกับการยืนยันคุณค่าของตนเองอย่างมั่นคง ความจริงใจเชิงสัมพันธ์ของผู้นำเหล่านี้จึงเป็นเสมือน “ความฉลาดทางวัฒนธรรม” ที่ทำให้พวกเขาสามารถเคลื่อนไหวในบริบทสังคมไทยอย่างชาญฉลาดและมีศักดิ์ศรี ประสบการณ์ของการถูกกีดกันยังหล่อหลอมให้ผู้นำทรานส์* มีความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้งและมี EQ สูง พวกเขาสามารถสื่อสารอย่างละเอียดอ่อน รักษาสมดุลระหว่างความตรงไปตรงมากับความเข้าใจผู้อื่น และสร้างความสัมพันธ์แบบ “ครอบครัวที่เลือก” (chosen family) ในที่ทำงานแทนโครงสร้างลำดับชั้นแบบดั้งเดิม หลายคนมองว่าความเป็นผู้นำของตนเองคือการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างหนึ่ง โดยมุ่งหวังที่จะสร้างความเท่าเทียมและการเป็นตัวแทนในทุกมิติของสังคม

ประเทศไทย: แสงสว่างแห่งความเป็นผู้นำที่ครอบคลุมไม่แบ่งแยก

เส้นทางของประเทศไทยสู่การไม่แบ่งแยกมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและโดดเด่น แตกต่างจากหลายประเทศตะวันตกที่ยังถกเถียงเรื่องการยอมรับบุคคลทรานส์* สังคมไทยมีประวัติศาสตร์ของความหลากหลายทางเพศที่หยั่งรากมาหลายศตวรรษ ทั้งจากอิทธิพลของประเพณีพื้นบ้านและพุทธศาสนา คำว่า “กะเทย” ในภาษาไทยดั้งเดิมเองก็เคยหมายถึง “เพศที่สาม” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในอัตลักษณ์ที่เกินกว่าขอบเขตของชายและหญิงมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึง “ความขัดแย้งของความอดทน” ในขณะที่ประเทศไทยได้รับการยกย่องว่าเปิดกว้างต่อ LGBTQI+ แต่การยอมรับนั้นยังคงควบคู่ไปกับการตีตราเชิงวัฒนธรรม การเลือกปฏิบัติอย่างแฝง และการขาดการคุ้มครองทางกฎหมายที่เพียงพอ ข้อมูลจาก UNDP ปี 2562 ระบุว่า แม้ 88% ของคนไทยยอมรับบุคคล LGBTQI+ นอกครอบครัว แต่มีเพียง 75% ที่ยอมรับเมื่ออยู่ในครอบครัวเดียวกัน และมากถึง 70% ของบุคคลทรานส์* เคยประสบปัญหาการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน

ถึงกระนั้น ประเทศไทยยังคงก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ประเทศไทยได้ประกาศใช้ กฎหมายสมรสเท่าเทียม อย่างเป็นทางการ กลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศที่สองในเอเชียที่ให้สิทธิสมรสเพศเดียวกัน กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงเป็นชัยชนะทางสิทธิมนุษยชน แต่ยังนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล จากการศึกษาของ Agoda ในปี 2025 คาดว่าการเปิดรับความหลากหลายนี้จะสร้างงานกว่า 152,000 ตำแหน่ง เพิ่ม GDP ราว 0.3% และดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 4 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม การไม่แบ่งแยกอย่างแท้จริงยังต้องอาศัยความก้าวหน้าทางนโยบายเพิ่มเติม โดยเฉพาะการออก ร่างพระราชบัญญัติรับรองเพศ ซึ่งจะช่วยให้บุคคลทรานส์* สามารถใช้ชื่อและเพศตามอัตลักษณ์ของตนในเอกสารราชการได้อย่างถูกต้อง ผู้เข้าร่วมการศึกษาหลายคนสะท้อนว่า “การรับรองเพศทางกฎหมายสำคัญยิ่งกว่าการสมรสเท่าเทียมเสียอีก” การมีกฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยก้าวพ้นจาก “ความอดทน” ไปสู่ “การไม่แบ่งแยกที่แท้จริง” ซึ่งสอดคล้องกับรากวัฒนธรรมไทยและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล

การเรียกร้องสู่การ๶ปลี่ยนแปลงระึϸบโลก

ในยุคที่แนวคิดด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการไม่แบ่งแยก (Diversity, Equity, Inclusion: DEI) กำลังเผชิญความท้าทาย “T*Factor” ได้เสนอคำตอบเชิงกลยุทธ์ที่มีพลังต่อองค์กรทั่วโลก ดร.มัลลอรี  ชี้ให้เห็นว่า การเข้าใจและสนับสนุนศักยภาพของผู้นำทรานส์ ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นด้านความยืดหยุ่น ความเห็นอกเห็นใจ และการสื่อสารที่เปี่ยมพลัง จะช่วยให้องค์กรสร้างนวัตกรรมและความยั่งยืนได้มากขึ้น

นอกจากนี้ งานวิจัยยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีโครงการพัฒนาและการให้คำปรึกษาเฉพาะทาง สำหรับผู้นำทรานส์* เพื่อสร้างโอกาสเท่าเทียมกับผู้นำกลุ่มอื่น ๆ ศศินทร์และพันธมิตรได้ร่วมกันพัฒนา “ชุดเครื่องมือการไม่แบ่งแยกสำหรับประเทศไทย (Thailand Inclusion Toolkit)” ซึ่งรวมแนวทางเชิงนโยบายและการอบรมที่ปรับให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมไทย เพื่อช่วยองค์กรต่าง ๆ ส่งเสริมความครอบคลุมอย่างแท้จริง

คุณนิกกี้ ภิญญาปิญชาน์ ผู้ก่อตั้ง TransTalents Consulting Group และผู้ร่วมงานกับ ดร.มัลลอรี กล่าวว่า “งานวิจัยนี้ไม่เพียงยืนยันประสบการณ์ชีวิตของมืออาชีพทรานส์* แต่ยังช่วยรื้อถอนภาพเหมารวมที่ขัดขวางศักยภาพของพวกเขา การลงทุนในความสามารถของบุคคลทรานส์* ไม่ใช่แค่การกระทำทางจริยธรรมขององค์กร แต่คือการปลดล็อกพลังแห่งนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง”

ศศินทร์: ศูนย์กลางของความเป็นผู้นำที่ครอบคลุมไม่แบ่งแยก

“T*Factor” สะท้อนถึงบทบาทของสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาผู้นำธุรกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืน งานวิจัยนี้เป็นหนึ่งในโครงการแรกที่เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของโครงการ IDEALS และแสดงให้เห็นว่าการมุ่งเน้นเรื่องความเท่าเทียมและการไม่แบ่งแยกสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้

ด้วยการเปิดเผยศักยภาพของผู้นำทรานส์* ชาวไทย ที่เปลี่ยนข้อจำกัดเชิงระบบให้เป็นพลังแห่งความสร้างสรรค์ ศศินทร์ได้แสดงให้เห็นว่าความครอบคลุมและไม่แบ่งแยกไม่เพียงทำให้สังคมมีความเท่าเทียมกันเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางความเป็นผู้นำระดับโลกที่แท้จริง

อ่านงาȨิจัยฉบับ๶ต็มไึϹ

The post บทความพิเศษศศินทร์ จุฬาฯ : ปลดล็อกผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง “T*Factor” ของไทย กำหนดนิยามใหม่ของการไม่แบ่งแยกในระดับโลก appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>
นิสิตศศินทร์ ร่วมออกบูธ “ร้านปันกัน” สนับสนุนสังคมพร้อมการเรียนรู้ปฏิบัติจริงทางด้านการตลาด /news/266497/ Tue, 21 Oct 2025 00:00:00 +0000 ๶มื่อ๶ร็วๆȨ้ นิสิตศศินทร์ ได้เข้าร่วมกับ “ปันกัน” เพื่อสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม โดยเปิดรับบริจาคสิ่งของจากพนักงานศศินทร์ ครอบครัว เพื่อน ๆ และเครือข่ายองค์กรธุรกิจ เพื่อรวบรวมนำมาร่วมจัดกิจกรรม Good Society ที่ Lido Connect สยามสแควร์ โดยรายได้จากการจำหน่ายสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานั้นจะรวบรวมนำไปมอบให้กับ “ปันกัน”แปลงเป็นทุนการศึกษาให้เด็กที่ขาดแคลนในความดูแลของมูลนิธิยุวพัฒน์ รศ.ดร.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์ผู้สอนวิชา Consumption and Marketing กล่าวว่า “การเรียนการสอนของศศินทร์ เน้นการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริง (Action Learning) การมีส่วนร่วมของนิสิตศศินทร์ กับ “ร้านปันกัน” เริ่มจากการนำวิชา Consumption and Marketing ของ MBA และ Executive MBA มาให้นิสิตได้ฝึกการนำสิ่งที่เรียนรู้จากห้องเรียนไปทดลองทำจริง ทุกปีจึงมีการทำงานร่วมกับกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อเป็นพื้นที่และโอกาสต่อยอดการศึกษาเชิงธุรกิจพร้อมกันกับการตอบโจทย์เชิงสังคม โดยมุ่งหวังให้นิสิตเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่จับต้องได้ พร้อมปลูกฝังแนวคิดการเกื้อกูลกันของธุรกิจกับสังคมที่สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน” รศ.ดร.กฤตินี กล่าวเพิ่มเติมว่า […]

The post นิสิตศศินทร์ ร่วมออกบูธ “ร้านปันกัน” สนับสนุนสังคมพร้อมการเรียนรู้ปฏิบัติจริงทางด้านการตลาด appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>

๶มื่อ๶ร็วๆȨ้ นิสิตศศินทร์ ได้เข้าร่วมกับ “ปันกัน” เพื่อสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม โดยเปิดรับบริจาคสิ่งของจากพนักงานศศินทร์ ครอบครัว เพื่อน ๆ และเครือข่ายองค์กรธุรกิจ เพื่อรวบรวมนำมาร่วมจัดกิจกรรม Good Society ที่ Lido Connect สยามสแควร์ โดยรายได้จากการจำหน่ายสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานั้นจะรวบรวมนำไปมอบให้กับ “ปันกัน”แปลงเป็นทุนการศึกษาให้เด็กที่ขาดแคลนในความดูแลของมูลนิธิยุวพัฒน์

รศ.ดร.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์ผู้สอนวิชา Consumption and Marketing กล่าวว่า “การเรียนการสอนของศศินทร์ เน้นการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริง (Action Learning) การมีส่วนร่วมของนิสิตศศินทร์ กับ “ร้านปันกัน” เริ่มจากการนำวิชา Consumption and Marketing ของ MBA และ Executive MBA มาให้นิสิตได้ฝึกการนำสิ่งที่เรียนรู้จากห้องเรียนไปทดลองทำจริง ทุกปีจึงมีการทำงานร่วมกับกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อเป็นพื้นที่และโอกาสต่อยอดการศึกษาเชิงธุรกิจพร้อมกันกับการตอบโจทย์เชิงสังคม โดยมุ่งหวังให้นิสิตเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่จับต้องได้ พร้อมปลูกฝังแนวคิดการเกื้อกูลกันของธุรกิจกับสังคมที่สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน”

รศ.ดร.กฤตินี กล่าวเพิ่มเติมว่า “ส่วนตัวเป็นกรรมการของ “ปันกัน” และมูลนิธิยุวพัฒน์อยู่แล้ว จึงเล็งเห็นถึงโอกาสผสานการเรียนรู้ระหว่างสถาบันการศึกษากับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและหน่วยงานธุรกิจ สำหรับ “ปันกัน” เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงผู้บริจาคสินค้าและของมือสองสภาพดีนำมาขายโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ รายได้ทั้งหมดจะนำไปเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กที่ขาดแคลนภายใต้การดูแลของมูลนิธิยุวพัฒน์ ปันกันเป็น Social Enterprise ที่อยู่กับมูลนิธิยุวพัฒน์ เงินรายได้มูลค่า 7,000 บาทเท่ากับ 1 ทุนการศึกษา จะนำไปสนับสนุนทุนเด็ก ๆ ซึ่งเป็นทุนต่อเนื่องให้เขาเรียนจบถึงชั้นมัธยม 6 หรืออาชีวศึกษา เป้าหมายของการให้ทุนคือเพื่อให้เด็กยังคงอยู่ในระบบการศึกษาโดยที่ไม่หลุดออกจากระบบระหว่างทาง ในปีที่ผ่านมา ปันกันสนับสนุนทุนให้เด็กทั่วประเทศมากกว่า 10,000 คน ซึ่งเกิดจากรายได้ของร้านปันกัน 70 กว่าล้านบาท”

“การมีส่วนร่วมของนิสิต MBA และ EMBA ในโครงการนี้ คือการช่วยกันระดมของใช้สภาพดีจากเพื่อนฝูง ครอบครัว และเครือข่าย เพื่อนำมาจำหน่ายในงาน ซึ่งได้เปิดเป็น Pop-up Booth เป็นส่วนหนึ่งของงาน Good Society ที่สำนักงานทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุณาสนับสนุนพื้นที่จัดงาน ในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ซึ่งรวมถึงการเปิด Pop-up Booth โดยกิจกรรมของนิสิตเริ่มต้นจากการระดมของจากพนักงานศศินทร์ เครือข่ายครอบครัว เพื่อนๆ และองค์กรพันธมิตร ต่อมาเป็นการนำวิชา Consumption and Marketing ซึ่งจะเรียนรู้เรื่องจิตวิทยาของผู้บริโภค ปัจจัยสังคมและสิ่งแวดล้อม มาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการตลาด ซึ่งจะถูกนำมาทดลองปฏิบัติ หรือเรียกว่าเป็น Lab ของการทำ Concept Test เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่คิดไว้ในแผนเมื่อมาลองทำจริงแล้วจะเป็นดังที่คาดการณ์หรือไม่ ก่อนจะนำข้อสังเกตกลับไปทำกระบวนการ Reflection กันว่าแผนที่ได้วางไว้ควรจะปรับตรงไหน แล้วจะนำเสนอเป็น Final Project Presentation ต่อไป”

“วิชาที่เรียนคือ Consumption and Marketing ซึ่งในอดีต ตลาดเมนสตรีมแบบระบบทุนนิยมนำไปสู่ปัญหาของการบริโภคแบบขาดสติ หรือ “mindless” ทำให้เกิดการบริโภคเกินจริง เกิดสภาวะบริโภคนิยม สิ่งที่คอร์สนี้มุ่งส่งเสริมคือ Mindful Consumption and Marketing คือการบริโภคโดยรู้ถึงความต้องการที่แท้จริง ขณะเดียวกันเป็นการบริโภคที่ไม่สร้างภาระให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ปันกันเป็นตัวอย่างที่ดีของการสนับสนุนให้ผู้บริจาคที่มีของเกินอยู่ในบ้านได้นำของนั้นมาหมุนเวียน กลายเป็นของที่เป็นประโยชน์กับผู้ซื้อ ซึ่งสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่ถูกลง เป็นการลดภาระทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันรายได้ไปช่วยสนับสนุนสังคม คือเด็ก ๆ ที่ขาดแคลน และดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นการหมุนเวียนข้าวของให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่มากที่สุด”

รศ.ดร. กฤตินี กล่าวทิ้งท้ายว่า “ศศินทร์มีส่วนร่วมผ่านการทำงานของอาจารย์และนิสิตในการจัดกิจการเพื่อสังคมต่าง ๆ โดยบริบทการเรียนรู้จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เกิดความหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น โครงการที่ทำมาแล้วเป็นการทำงานร่วมกับ “ตั้งต้นดี” ซึ่งเป็นการสนับสนุนการพัฒนาและสร้างอาชีพให้กับผู้พ้นโทษครั้งนี้ เป็น “ปันกัน” สนับสนุนการศึกษาของเด็กที่ขาดแคลน และครั้งหน้าก็จะเป็น Social Enterprise อื่น ๆ ซึ่งจะหมุนเวียนประเด็นสังคม โดยในอนาคตอาจจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมและอื่น ๆ ต่อไป”

The post นิสิตศศินทร์ ร่วมออกบูธ “ร้านปันกัน” สนับสนุนสังคมพร้อมการเรียนรู้ปฏิบัติจริงทางด้านการตลาด appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>
ศศินทร์มอบรางวัลอาจารย์ผู้สอนดีเลิศ ประจำปี 2568 และมอบรางวัลแก่นิสิตดีเด่น /news/265975/ Sat, 18 Oct 2025 00:00:00 +0000 ศ.ดร.เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มอบรางวัลอาจารย์ผู้สอนดีเลิศ ประจำปี 2568 ให้กับ รศ.ดร.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ อาจารย์ประจำสาขาการตลาด เพื่อยกย่องอาจารย์ผู้มีแนวทางการสอนที่โดดเด่น มีความวิริยะอุตสาหะ อุทิศตนทุ่มเทเพื่อการเรียนการสอน และนิสิตสามารถนำวิชาความรู้ไปปฏิบัติได้จริงในการทำงาน พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในงานครบรอบการก่อตั้ง 43 ปี ของศศินทร์ เมื่อเร็วๆ นี้ ในโอกาสนี้ ศ.ดร.เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มอบรางวัล“ศาสตราจารย์กิตติคุณ เติมศักดิ์ กฤษณามระ” อันทรงเกียรติให้กับนายธีรภัทร ลิ้มสุขวัฒน์ (EMBA 2023) ในฐานะผู้ที่มีผลการเรียนโดดเด่น มีความเพียรพยายาม และความทุ่มเทในการเรียน นอกจากนี้ได้มอบรางวัล “Sasin Excellence Award” ให้กับคุณณัฐณิชา แต่โสภาพงษ์ (EMBA 2024) และคุณณัฎฐ์ จึงมีโชค (MBA 2023) โดยคุณณัฏฐ์ จึงมีโชค ยังได้รับรางวัลนิสิตดีเด่นจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย

The post ศศินทร์มอบรางวัลอาจารย์ผู้สอนดีเลิศ ประจำปี 2568 และมอบรางวัลแก่นิสิตดีเด่น appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>

ศ.ดร.เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มอบรางวัลอาจารย์ผู้สอนดีเลิศ ประจำปี 2568 ให้กับ รศ.ดร.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ อาจารย์ประจำสาขาการตลาด เพื่อยกย่องอาจารย์ผู้มีแนวทางการสอนที่โดดเด่น มีความวิริยะอุตสาหะ อุทิศตนทุ่มเทเพื่อการเรียนการสอน และนิสิตสามารถนำวิชาความรู้ไปปฏิบัติได้จริงในการทำงาน พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในงานครบรอบการก่อตั้ง 43 ปี ของศศินทร์ เมื่อเร็วๆ นี้

ในโอกาสนี้ ศ.ดร.เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มอบรางวัล“ศาสตราจารย์กิตติคุณ เติมศักดิ์ กฤษณามระ” อันทรงเกียรติให้กับนายธีรภัทร ลิ้มสุขวัฒน์ (EMBA 2023) ในฐานะผู้ที่มีผลการเรียนโดดเด่น มีความเพียรพยายาม และความทุ่มเทในการเรียน นอกจากนี้ได้มอบรางวัล “Sasin Excellence Award” ให้กับคุณณัฐณิชา แต่โสภาพงษ์ (EMBA 2024) และคุณณัฎฐ์ จึงมีโชค (MBA 2023) โดยคุณณัฏฐ์ จึงมีโชค ยังได้รับรางวัลนิสิตดีเด่นจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย

The post ศศินทร์มอบรางวัลอาจารย์ผู้สอนดีเลิศ ประจำปี 2568 และมอบรางวัลแก่นิสิตดีเด่น appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>
ศศินทร์จัด Open House วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 /news/263998/ Tue, 07 Oct 2025 00:00:00 +0000 Sasin School of Management จัดงาน Sasin Open house ในวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00-12.00 น. จัดที่ศศินทร์

The post ศศินทร์จัด Open House วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ ขอเชิญผู้ที่สนใจสมัครเรียนในปีการศึกษา 2569 ร่วมงาน Sasin Open house ในวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00-12.00 น. ณ อาคารศศปาฐศาลา ศศินทร์ ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรของ Sasin (Flexible MBA, Executive MBA, Connect + Executive MBA, DBA) ภายในงานมีนิสิตปัจจุบัน นิสิตเก่า และคณาจารย์ศศินทร์ มาร่วมแบ่งปันเล่าประสบการณ์ พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอนตามโปรแกรมที่สนใจ

ลงทะ๶บียนได้ที่

สอบถามข้อมูล๶พิ่ม๶ติม

วรารัตน์ วงศ์ประทีป,  Marketing and Communications Officer

vararat.vongprateep@sasin.edu โทร. 0-2218-4041

แพรวทิพย์ ด่านวราวิจิตร,  Marketing and Communications Coordinator

Praewthip.Danwarawijitr@sasin.edu โทร. 0-2218-4040

The post ศศินทร์จัด Open House วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>
ศศินทร์คว้าอันดับ Top 25 ของเอเชียใน QS Global MBA Rankings 2026 /news/263395/ Thu, 02 Oct 2025 00:00:00 +0000 สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management) ก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 23 ในเอเชีย การจัดอันดับ QS Global MBA Rankings 2026 นับเป็น Top 25 ของสถาบันสอนธุรกิจในเอเชีย นอกจากนี้ศศินทร์ยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 10 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในึϹานความสามารถในการจ้างงาน (Employability), ความเป็นผู้ประกอบการและความสำเร็จของศิษย์เก่า (Entrepreneurship & Alumni Outcomes) และ ผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment) อีกด้วย “เราภูมิใจที่ได้อยู่ในอันดับที่ 23 ในเอเชีย ซึ่งสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 7 อันดับ และผมว่านี่เป็นหลักฐานชัดเจนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของเราในการสร้างความเป็นเลิศ วิสัยทัศน์ของเราคือ การก้าวสู่การเป็นสถาบันสอนธุรกิจระดับโลกชั้นนำมีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในภูมิภาคนี้ และมุ่งพัฒนาผู้นำที่สามารถสร้างอิมแพคให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การจัดอันดับ QS Global MBA Rankings ในปีนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางวิชาการของเราเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความทุ่มเทของคณาจารย์ นิสิตเก่า […]

The post ศศินทร์คว้าอันดับ Top 25 ของเอเชียใน QS Global MBA Rankings 2026 appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management) ก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 23 ในเอเชีย การจัดอันดับ QS Global MBA Rankings 2026 นับเป็น Top 25 ของสถาบันสอนธุรกิจในเอเชีย นอกจากนี้ศศินทร์ยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 10 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในึϹานความสามารถในการจ้างงาน (Employability), ความเป็นผู้ประกอบการและความสำเร็จของศิษย์เก่า (Entrepreneurship & Alumni Outcomes) และ ผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment) อีกด้วย

“เราภูมิใจที่ได้อยู่ในอันดับที่ 23 ในเอเชีย ซึ่งสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 7 อันดับ และผมว่านี่เป็นหลักฐานชัดเจนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของเราในการสร้างความเป็นเลิศ วิสัยทัศน์ของเราคือ การก้าวสู่การเป็นสถาบันสอนธุรกิจระดับโลกชั้นนำมีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในภูมิภาคนี้ และมุ่งพัฒนาผู้นำที่สามารถสร้างอิมแพคให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การจัดอันดับ QS Global MBA Rankings ในปีนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางวิชาการของเราเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความทุ่มเทของคณาจารย์ นิสิตเก่า นิสิต และบุคลากรของเราในการหล่อหลอมผู้นำทางธุรกิจที่สร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งในเอเชียและทั่วโลก” ศาสตราจารย์เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการศศินทร์ กล่าว

QS World University Rankings เริ่มการจัดอันดับหลักสูตร MBA ทั่วโลกโดยถือเป็นหนึ่งในการจัดอันดับความเชื่อถือและถูกอ้างอิงมากที่สุดในระดับสากล จัดทำโดย Quacquarelli Symonds ผู้ให้บริการชั้นȨระึϸบโลกึϹานการวิเคราะห์การศึกษาและྺ้อมูลเชิงลึกึϹานอาชีพ

ศศินทร์มีหลักสูตรที่หลากหลาย ออกแบบมาเพื่อพัฒนาผู้นำทางธุรกิจที่สามารถสร้างอิมแพคทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ทั้งหลักสูตร MBA ปริญญาโทและหลักสูตรปริญญาเอก DBA รวมถึงหลักสูตร ปริญญาโท (แบบ Hybrid) Connect+ Executive MBA

ศึกษาྺ้อมูลเพิ่ม๶ติมเกี่ยวกับหลักสูตรของศศิȨร์ได้ที่

The post ศศินทร์คว้าอันดับ Top 25 ของเอเชียใน QS Global MBA Rankings 2026 appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>
ศศินทร์๶ปิึϸัว “Sasin Turbo” หลักสูตรเร่งสปีดความสำเร็จ ร่วมกับคณาจารย์รับเชิญระดับโลก /news/262078/ Thu, 25 Sep 2025 00:00:00 +0000 สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management) ๶ปิึϸัว “Sasin Turbo” หลักสูตรเข้มข้นที่ออกแบบและสอนโดยคณาจารย์ชั้นนำจากสถาบันการศึกษาด้านการจัดการระดับโลก ร่วมกับคณาจารย์ของศศินทร์ หลักสูตรนี้ผสมผสานมุมมองกลยุทธ์ระดับสากลเข้ากับบริบทเชิงลึกของภูมิภาค เพื่อเตรียมผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมเผชิญความท้าทายสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมต่อยอดความรู้และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ท่ามกลางโลกธุรกิจที่๶ปลี่ยนแปลงอย่างรวด๶ร็ว “Sasin Turbo” ช่วยเสริมศักยภาพให้ผู้เข้าร่วม ทีมงาน และองค์กร สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน Sasin Turbo เปิดสอน 3 วิชา ได้แก่ Sasin Marketing Turbo, Sasin AI Turbo และ Sasin Innovation Turbo โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การเข้าใจผู้บริโภคในตลาดที่ไม่หยุดนิ่ง การสำรวจศักยภาพของ AI ไปจนถึงการประยุกต์ใช้กลยุทธ์เชิงคาดการณ์ เพื่อมองเห็นและกำหนดอนาคตได้อย่างมั่นใจ “การเรียนด้านการจัดการธุรกิจในหลายแห่งทั่วโลก มักให้ความรู้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน AI หรือการสร้างนวัตกรรม แต่สิ่งที่มักขาดไปคือความเข้าใจเชิงลึกและวิธีการนำความรู้นั้นไปปรับใช้จริงในบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Sasin Turbo จะช่วยเร่งความสำเร็จของผู้เรียนในภูมิภาคนี้” รศ. ดร. ปิยะชาติ […]

The post ศศินทร์๶ปิึϸัว “Sasin Turbo” หลักสูตรเร่งสปีดความสำเร็จ ร่วมกับคณาจารย์รับเชิญระดับโลก appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management) ๶ปิึϸัว “Sasin Turbo” หลักสูตรเข้มข้นที่ออกแบบและสอนโดยคณาจารย์ชั้นนำจากสถาบันการศึกษาด้านการจัดการระดับโลก ร่วมกับคณาจารย์ของศศินทร์ หลักสูตรนี้ผสมผสานมุมมองกลยุทธ์ระดับสากลเข้ากับบริบทเชิงลึกของภูมิภาค เพื่อเตรียมผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมเผชิญความท้าทายสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมต่อยอดความรู้และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน

ท่ามกลางโลกธุรกิจที่๶ปลี่ยนแปลงอย่างรวด๶ร็ว “Sasin Turbo” ช่วยเสริมศักยภาพให้ผู้เข้าร่วม ทีมงาน และองค์กร สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน Sasin Turbo เปิดสอน 3 วิชา ได้แก่ Sasin Marketing Turbo, Sasin AI Turbo และ Sasin Innovation Turbo โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การเข้าใจผู้บริโภคในตลาดที่ไม่หยุดนิ่ง การสำรวจศักยภาพของ AI ไปจนถึงการประยุกต์ใช้กลยุทธ์เชิงคาดการณ์ เพื่อมองเห็นและกำหนดอนาคตได้อย่างมั่นใจ

“การเรียนด้านการจัดการธุรกิจในหลายแห่งทั่วโลก มักให้ความรู้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน AI หรือการสร้างนวัตกรรม แต่สิ่งที่มักขาดไปคือความเข้าใจเชิงลึกและวิธีการนำความรู้นั้นไปปรับใช้จริงในบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Sasin Turbo จะช่วยเร่งความสำเร็จของผู้เรียนในภูมิภาคนี้” รศ. ดร. ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการเรียนรู้ ศศินทร์ กล่าว

คณาจารย์ผู้ร่วมสอนประกอบึϹวย Gina Fong อาจารย์ด้านการตลาด และ Dr. Robert C. Wolcott อาจารย์ด้านนวัตกรรม ทั้งสองมาจาก Kellogg School of Management แห่ง Northwestern University, รวมถึง Dr. Karl Schmedders &Բ;อาจารย์ด้าȨาร๶งิȨาก IMD (International Institute for Management Development) และ Visiting Professor ที่ Kellogg โดยจะสอนร่วมกับคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญของศศินทร์ ได้แก่ รศ. ดร.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญึϹานการบริโภคและการตลาด, ดร. พิณนรี ธีร์มกร ผู้เชี่ยวชาญและนักกลยุทธ์ด้าน AI และ รศ. ดร. ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ นักเศรษฐศาสตร์และวิทยากร TED 2023

Sasin Turbo ผสานรูปแบบการเรียนทั้งแบบ Face to Face และ Online ซึ่งประกอบด้วย Turbo Week ที่ผู้เรียนจะต้องมาเรียนแบบ Face to Face ที่ศศินทร์ เป็นการเรียนที่เข้มข้นแบบ๶จาะลึกตลอดหนึ่งสัปึϸห์ มุ่งสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ครบถ้วนผ่านเวิร์กชอป การวิเคราะห์กรณีศึกษา และการแลกเปลี่ยนกับคณาจารย์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ในช่วง Pre-Turbo ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ออนไลน์ด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการเรียนออนไลน์สดผ่าน Zoom จำนวน 3 ครั้ง (ครั้งละ 2 ชั่วโมง) เพื่อการเตรียมความพร้อมในึϹานเนื้อหา และสร้างความคุ้นเคยกับเพื่อนร่วมรุ่นก่อนเริ่มต้น Turbo Week

ส่วนช่วง Post-Turbo จะปิดท้ายด้วยการทำโครงการและการสะท้อนความคิดร่วมกันจากการทำงานกลุ่ม โดยใช้เวลาเรียนออนไลน์สดผ่าน Zoom เพียง 2 ครั้ง (ครั้งละ 2 ชั่วโมง) หลักสูตรนี้ จึงตอบโจทย์ผู้บริหารหรือมืออาชีพที่มีงานยุ่ง ด้วยการใช้เวลาระยะสั้นพัฒนาความรู้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด

สนใจสมัครเรียนวันนี้ ติดต่อ

๶กี่ยวกับศศินทร์ –  sasin.edu

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ Sasin School of Management เป็นสถาบันสอนบริหารธุรกิจหลักสูตรนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Kellogg School of Management และ The Wharton School วิสัยทัศน์ (Vision) ของศศินทร์คือการเป็นสถาบันการจัดการชั้นนำระดับโลกสำหรับโลกแห่งอนาคต และมีพันธกิจ (Mission) ในการสร้างแรงบันดาลใจ (inspire) เชื่อมต่อ (connect) และเปลี่ยนแปลง (transform) เพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้น ฉลาดขึ้น และยั่งยืนขึ้น (for a better, smarter, sustainable world)  สร้างผู้บริหารที่จะสร้างอิมแพคเชิงบวกให้กับโลกนี้ ด้วยการเป็นผู้นำสำหรับโลกแห่งอนาคต

The post ศศินทร์๶ปิึϸัว “Sasin Turbo” หลักสูตรเร่งสปีดความสำเร็จ ร่วมกับคณาจารย์รับเชิญระดับโลก appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>
ลองคิดแบบ Reluctant Economist เพื่อพลิกวิกฤตประชากรไทย /news/260863/ Tue, 16 Sep 2025 00:00:00 +0000 หลายคนทราบดีถึงวิกฤตประชากรไทย ประเทศไทยมี “การตายมากกว่าเกิด” ประชากรไทยมีแนวโน้มที่จะลดลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งในอนาคต 50 ปีข้างหน้าโดยประมาณ ประชากรไทยจะลดลงไปครึ่งหนึ่ง จาก 60 กว่าล้านคน เหลือเพียง 30 กว่าล้านคน ประเทศจะเต็มไปด้วยผู้สูงวัย คนวัยแรงงานจะหายาก คนวัยเด็ก คนวัยหนุ่มสาว ก็จะลดลงและเหลือน้อยลงเป็นอย่างมาก ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่คนไทย มีลูกน้อยลง แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่หลายภาคส่วน พยายามหาทางออกที่ดีที่สุดให้ประเทศ ในบทความชื่อ “แผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับบูรณาการ: พลิกวิกฤตประชากรไทย สู่โอกาสแห่งอนาคต” ที่คณะผู้เขียนได้จัดทำขึ้นและแผยแพร่ในหลายสื่อสิ่งพิมพ์  ก็ได้วางกรอบการรับมือเชิงมหภาคไว้ อย่างไรก็ดี ในบทความนี้คณะผู้เขียนอยากลองชวนทุกคนมา “ลองคิด” แบบ Reluctant Economist ของศาสตราจารย์ Richard A. Easterlin ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยังไม่ค่อยเห็น (หรือไม่เคยเห็นเลยก็อาจเป็นได้) โดยนำมาประยุกต์ใช้ในการมองวิกฤตประชากรไทย ว่าจะสามารถทำให้เราเข้าใจ “root cause” หรือสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตประชากรไทยได้หรือไม่ และจะช่วยให้เราหาทางออกที่ดีขึ้นได้ไหม Reluctant Economist คืออะไร ศาสตราจารย์ Richard A. […]

The post ลองคิดแบบ Reluctant Economist เพื่อพลิกวิกฤตประชากรไทย appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>

หลายคนทราบดีถึงวิกฤตประชากรไทย ประเทศไทยมี “การตายมากกว่าเกิด” ประชากรไทยมีแนวโน้มที่จะลดลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งในอนาคต 50 ปีข้างหน้าโดยประมาณ ประชากรไทยจะลดลงไปครึ่งหนึ่ง จาก 60 กว่าล้านคน เหลือเพียง 30 กว่าล้านคน ประเทศจะเต็มไปด้วยผู้สูงวัย คนวัยแรงงานจะหายาก คนวัยเด็ก คนวัยหนุ่มสาว ก็จะลดลงและเหลือน้อยลงเป็นอย่างมาก ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่คนไทย มีลูกน้อยลง

แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่หลายภาคส่วน พยายามหาทางออกที่ดีที่สุดให้ประเทศ ในบทความชื่อ “แผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับบูรณาการ: พลิกวิกฤตประชากรไทย สู่โอกาสแห่งอนาคต” ที่คณะผู้เขียนได้จัดทำขึ้นและแผยแพร่ในหลายสื่อสิ่งพิมพ์  ก็ได้วางกรอบการรับมือเชิงมหภาคไว้ อย่างไรก็ดี ในบทความนี้คณะผู้เขียนอยากลองชวนทุกคนมา “ลองคิด” แบบ Reluctant Economist ของศาสตราจารย์ Richard A. Easterlin ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยังไม่ค่อยเห็น (หรือไม่เคยเห็นเลยก็อาจเป็นได้) โดยนำมาประยุกต์ใช้ในการมองวิกฤตประชากรไทย ว่าจะสามารถทำให้เราเข้าใจ “root cause” หรือสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตประชากรไทยได้หรือไม่ และจะช่วยให้เราหาทางออกที่ดีขึ้นได้ไหม

ศาสตราจารย์ Richard A. Easterlin เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (University of Pennsylvania) ซึ่งหนึ่งในคณะผู้เขียนได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์ของท่าน ท่านได้นำเสนอแนวคิดที่โดดเด่นในวงการเศรษฐศาสตร์หลายแนวคิด เช่น The Easterlin paradox และ The Easterlin hypothesis สำหรับแนวคิด Reluctant Economist ที่ท่านได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือที่มีชื่อเดียวกัน ประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ การลองคิด “นอกกรอบ” โดยเฉพาะกรอบ ที่นักคิดในยุคนั้น ๆ ใช้คิด ซึ่งบางครั้งการคิดอยู่ในกรอบเดิม ๆ ก็อาจจะจำกัดความคิดของเราในการเข้าใจปัญหาและการหาทางออก และสิ่งที่ทำให้การคิดนอกกรอบเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเป็นเพราะ เมื่อคนเราคิดนอกกรอบ “คนในกรอบก็จะไม่ชอบ ไม่พอใจ และไม่เข้าใจ” 

สำหรับวิกฤตประชากรที่เกิดขึ้นจากการที่คนในประเทศมีลูกน้อยลง แนวคิด Reluctant Economist จะชวนให้เราคิดว่า สาเหตุหลักที่ทำให้คนในประเทศ “เลือก” ที่จะมีลูกน้อยลง เป็นเพราะคนเรายังไม่ “รู้สึก” ว่าตัวเองประสบความสำเร็จเพียงพอที่จะมีลูก แนวคิดนี้อ้างอิง “ทฤษฎีรายได้สัมพัทธ์ (Relative Income Hypothesis)” ซึ่งเชื่อว่า การตัดสินใจมีลูกของคนหนุ่มสาว ไม่ได้ดูจาก “รายได้จริง (Absolute Income)” ว่าตอนนี้มีเงินมากพอหรือไม่ แต่เกิดจากการเปรียบเทียบระหว่าง “มาตรฐานการใช้ชีวิตตอนนี้” กับ “มาตรฐานการใช้ชีวิตที่คาดหวัง” ซึ่งคนหนุ่มสาวเหล่านี้ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากครอบครัว สิ่งแวดล้อม สื่อสังคมต่าง ๆ และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เติบโตมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่

ดังนั้นหากคนรุ่นใหม่ “รู้สึก” ว่าตัวเอง ยังไม่ประสบความสำเร็จเพียงพอตาม “มาตรฐานการใช้ชีวิตที่คาดหวัง” เช่น ยังคิดว่าตอนนี้ยังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่า หรือดีกว่ารุ่นพ่อแม่ หรือยังคิดว่าต้นทุนการใช้ชีวิตต่าง ๆ มีแต่จะสูงขึ้น ค่าเช่าบ้านก็แพงขึ้น ค่าเทอมจะส่งลูกเรียนที่ดี ๆ ก็มีแต่แพงขึ้น ซึ่งเดียวนี้หลายคนก็ตั้งความหวังว่าต้องส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ ค่าครองชีพต่าง ๆ ก็จะแพงขึ้นเพราะภาษีนำเข้าส่งออกที่สูงขึ้นจากสงครามทางการค้า นอกจากนี้ ใคร ๆ ก็มีแต่ออกมาพูดว่า AI จะแย่งงานของคนไปหมด แล้วคนจะไปหางานมาจากไหนเพื่อที่จะมีเงินมาเลี้ยงลูกในอนาคต หรือการที่คนเราเห็น “ภาพลวงตา” ในสื่อสังคมต่าง ๆ ว่า ความสำเร็จต้องมีรถสปอร์ตหลายคัน มีบ้านหรู หรือไปเที่ยวที่แพง ซึ่งภาพเหล่านี้ จำนวนไม่น้อย เป็น “ภาพลวงตา” ที่ถูกจัดฉากขึ้นเพื่อการแสดง เพื่อเพิ่มยอดวิว ยอด Follow เท่านั้น ดังนั้นตราบใดที่ความรู้สึกเหล่านี้ ยังเป็นความรู้สึกที่คนหนุ่มสาวรู้สึกจริงๆ คนหนุ่มสาวเหล่านี้ ก็จะเลือกชะลอการมีลูก หรือ ตัดสินใจไม่มีลูกไปเลยน่าจะง่ายกว่า  

แน่นอนว่าการรับมือกับวิกฤตประชากรไทย ไม่สามารถจะเน้นหรือพึ่งการเพิ่มประชากรเพียงอย่างเดียว เพราะจะไม่ทันการ และการเพิ่มประชากรไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นต้องอาศัยมาตรการอื่นที่คณะผู้เขียนได้เคยเขียนไว้ในบทความชื่อ “แผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับบูรณาการ: พลิกวิกฤตประชากรไทย สู่โอกาสแห่งอนาคต” ที่กล่าวถึงแนวทางอื่น ๆ เช่น การผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) การพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางหรือเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้มีความสามารถระดับโลก (Talent Magnet) รวมถึงการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเพราะคนวัยแรงงานมีเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ

แต่จะไม่ให้ความสำคัญกับการการเพิ่มประชากรเลยก็ไม่ได้ เพราะหากไม่ทำอะไรเลยในประเด็นนี้ ปัญหานี้จะกลายเป็นปัญหาระดับชาติในระยะยาว การที่ประเทศไทยในอนาคต 50 ปีข้างหน้าโดยประมาณจะมีประชากรเพียงครึ่งหนึ่งของตอนนี้ เป็นการเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่รุนแรงมาก และเป็นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศ ไม่น่าจะต้องการให้เป็นแบบนั้น เพราะจะส่งผลมากมายต่อ โครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อรองรับคน 60 ล้านคน ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความสามารถในการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ความมั่นคงทางทหารของประเทศเรา

ถ้าเราใช้มุมมองของ Reluctant Economist ก็จะพบว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ “ความคาดหวัง” ต่อมาตรฐานการใช้ชีวิตในอนาคต ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่ามาตรการต่อไปนี้ จะมีส่วนสำคัญในการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกมั่นคงและ “มีความหวัง” มากเพียงพอที่จะตัดสินใจมีลูก:

  • การสร้างความมั่นคงในการมีงานทำในยุค Technology Disruption: ต้องเร่งสร้างความมั่นใจว่าในยุคที่เทคโนโลยี เช่น AI จะเข้ามาแย่งงานของคน “ต้องมีคำตอบว่า” แล้วคนจะไปทำงานอะไร ไม่ใช่ให้ไปตายเอาดาบหน้า ซึ่งงานที่ต้องเร่งสร้างนี้ต้องเป็นงานที่มีคุณค่า เป็นงานที่มีคุณภาพสูง (High-Value Jobs) เป็นงานที่ให้ผลตอบแทนเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมั่นคง ซึ่งการที่จะทำสิ่งนี้ได้ ภาครัฐต้องมีมาตรการทั้งในึϹาน Demand และ Supply กล่าวคือ
    • ในึϹาน Demand ภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ ต้องให้ความร่วมมือในการสร้างงานหรือรักษางานคุณภาพสูงที่ต้องการคนไว้ ไม่ใช่การเน้นแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียวจากงานที่สามารถถูกทดแทนด้วย AI ได้ ในอนาคตอาจจะมี AI Tax ในแนวทางเดียวกับ Carbon Tax เพราะการใช้ AI อย่างไม่มีความรับผิดชอบ ใช้ AI โดยไม่คำนึงว่าคนจะเอาอะไรกิน ก็ไม่ได้ต่างจากการปล่อยของเสียลงในแม่น้ำลำคลองแบบในสมัยก่อน ที่อาจจะเคยดูเป็นทางออกที่ดีเชิงธรุกิจ แต่ตอนนี้ การทำแบบนี้ เป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้ และต้องมีค่าเสียหายจากองค์กรที่ทำสิ่งนี้ 
    • ในึϹาน Supply ภาครัฐควรลงทุนในการพัฒนาทุนมนุษย์ ที่เกินกว่าการ Reskill/Upskill เท่านั้น แต่ต้องมุ่งสร้าง New Skill สำหรับงานในรูปแบบใหม่ในโลกยุค Technology Disruption ที่เป็นงานที่มีคุณภาพสูงและให้ผลตอบแทนเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมั่นคง
  • การลดความเหลื่อมล้ำของมาตรฐานการใช้ชีวิต และ “ภาพลวงตา” แห่งความเหลื่อมล้ำของมาตรฐานการใช้ชีวิตในสื่อสังคมออนไลน์: การลดความเหลื่อมล้ำ ไม่อาจพิจารณาเพียงการลดความเหลื่อมล้ำ “จริง” ในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ แต่ต้องจัดการ “ภาพลวงตา” ที่สื่อสังคมออนไลน์สร้างขึ้นมาด้วย โดยความเหลื่อมล้ำจริง เช่นความแตกต่างใน การเข้าถึง คุณภาพ และราคาการศึกษาของบุตร ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก (Daycare) การบริการทางการแพทย์ของแม่และเด็ก การมีที่อยู่อาศัยของครอบครัวเริ่มต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความกังวลต่อ “ความคาดหวัง” ของมาตรฐานการใช้ชีวิตในอนาคต แต่ภาครัฐก็ต้องจัดการกับ “ภาพลวงตา” ต่าง ๆ อย่างจริงจัง เพราะภาพลวงตาเหล่านี้สร้างผลเสียต่อสังคมในระดับที่สูงตามที่ได้กล่าวมาในข้างต้น อันที่จริง “ภาพลวงตา” ที่เป็นเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องโกหกหลอกลวง น่าจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นการเอาข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ สร้างความเสียหายต่อประชาชน (เกือบ) ทุกคนในประเทศ  
  • การเปลี่ยน Mindset ในสังคมว่า “การสร้างครอบครัวที่มีความสุข” ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด: ถ้าจะให้คนไทยมีลูกมากขึ้น การมีลูกต้องไม่ใช่ภาระที่หนัก เครียด มีต้นทุนสูง มีราคาแพง มีแต่ความน่ากลัว แต่การมีลูกเป็นสิ่งดีต่อตัวเอง เป็นสิ่งที่เติมเต็มชีวิต เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้น และเป็นสิ่งที่คนในสังคม “วิ่งหา” นอกจากนี้ หากใช้แนวคิด Reluctant Economist สิ่งนี้ต้องกลายเป็น “ค่านิยม” เป็นความเชื่อที่เป็นเป้าหมายที่สำคัญในชีวิต อันที่จริง ถ้าเราบอกว่าสื่อสังคมถูกใช้ในทางที่ผิดในการสร้างภาพลวงตาที่ทำร้ายสังคม ทำไมเราไม่เอาสื่อสังคม มาใช้ในการ “สะกิดใจ หรือ Nudging” ให้คนอยากมีลูก โดยให้คนจำนวนมาก เห็นภาพที่เป็นเรื่องจริง ถึงการสร้างครอบครัว “แล้วมีความสุྺ”

โดยสรุป การแก้ไขวิกฤตประชากรของไทย จำเป็นต้องอาศัยการมองปัญหาอย่างรอบด้านและทะลุถึง “root cause” หรือสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤต แผนยุทธศาสตร์ชาติฯ นั้น แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ก็กำลังจัดการกับ “อาการป่วย” ของสังคมเท่านั้น ในขณะที่แนวคิด Reluctant Economist   ทฤษฎีของศาสตราจารย์ Richard A. Easterlin กำลังชี้ให้เห็น “สาเหตุของโรค” ที่แท้จริง หรือ ตัวเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดอาการแบบนั้น การพลิกวิกฤตครั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับการสร้าง “สังคมที่มอบความมั่นคงและความหวัง” ให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อทำให้การตัดสินใจสร้างครอบครัวเป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริง และ เต็มไปด้วยโอกาส

ผู้เขียน คณาจารย์สถาบันบันฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  • ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน นักวิชาการอิสระ อดีตศาสตราจารย์วิทยาลัยประชากรศาสตร์จุฬาฯและสถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์
  • รศ.ดร. ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ รองผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์
  • รศ.ดร.ภัทเรก ศรโชติ อาจารย์ประจำ และนักวิจัยประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัยการพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุนอย่างยั่งยืน สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจฯ ศศินทร์                                              
  • รศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่องานวิจัย ด้านบรรษัทภิบาลและการเงินเชิงพฤติกรรม และอาจารย์ประจำสาขาการเงิน สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจฯ ศศินทร์                                              
  • ศ.ดร.พัชราวลัย วงศ์บุญสิน นักวิชาการอิสระ อดีตศาสตราจารย์วิทยาลัยประชากรศาสตร์จุฬาฯ

The post ลองคิดแบบ Reluctant Economist เพื่อพลิกวิกฤตประชากรไทย appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>
บทความพิเศษ ศศินทร์ จุฬาฯ: ตลาดหุ้นกับ “ช่วงพักกลางวัน”: พักเพื่ออะไร และกระทบตลาดแค่ไหน ? /news/256900/ Tue, 26 Aug 2025 00:00:00 +0000 ในโลกྺองการซื้อྺายหุ้นที่ราคาซื้อྺาย๶ปลี่ยนแปลงวิȨทีต่อวินาที “เวลาĝ คือ สิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อกลยุทธ์ในการซื้อขาย และจังหวะในการทำกำไรจากการซื้อขายหุ้น ดังนั้น ตลาดหุ้นในหลายประเทศมักจะเปิดทำการแบบต่อเนื่องตลอดทั้งวันทำการ อย่างไรก็ตาม ยังมีตลาดหุ้นในบางประเทศที่มีการหยุึϸักกลางวัน โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย อาทิเช่น ตลาดหุ้นโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หยุดพักเที่ยง ระหว่าง เวลา 1130 ถึง 12:30น. ตลาดหุ้นฮ่องกง ประเทศจีน หยุดพักเที่ยง ระหว่าง เวลา 1200 ถึง 1300 น. เป็นต้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีการหยุึϸักกลางวัน ยาวถึง 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีการแบ่งช่วงเวลาของการซื้อขายหุ้นออกเป็น 2 ช่วง อันได้แก่ ช่วงเช้าและบ่าย และ หยุดพักกลางวัน ระหว่างเวลา 12:30 จนถึง 14:30 น. ต่อมาภายหลัง ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มีการปรับลดระยะเวลาของการหยุึϸักกลางวันลงเหลือเพียง 1ชั่วโมง […]

The post บทความพิเศษ ศศินทร์ จุฬาฯ: ตลาดหุ้นกับ “ช่วงพักกลางวัน”: พักเพื่ออะไร และกระทบตลาดแค่ไหน ? appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>

ในโลกྺองการซื้อྺายหุ้นที่ราคาซื้อྺาย๶ปลี่ยนแปลงวิȨทีต่อวินาที “เวลาĝ คือ สิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อกลยุทธ์ในการซื้อขาย และจังหวะในการทำกำไรจากการซื้อขายหุ้น ดังนั้น ตลาดหุ้นในหลายประเทศมักจะเปิดทำการแบบต่อเนื่องตลอดทั้งวันทำการ อย่างไรก็ตาม ยังมีตลาดหุ้นในบางประเทศที่มีการหยุึϸักกลางวัน โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย อาทิเช่น ตลาดหุ้นโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หยุดพักเที่ยง ระหว่าง เวลา 1130 ถึง 12:30น. ตลาดหุ้นฮ่องกง ประเทศจีน หยุดพักเที่ยง ระหว่าง เวลา 1200 ถึง 1300 น. เป็นต้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีการหยุึϸักกลางวัน ยาวถึง 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีการแบ่งช่วงเวลาของการซื้อขายหุ้นออกเป็น 2 ช่วง อันได้แก่ ช่วงเช้าและบ่าย และ หยุดพักกลางวัน ระหว่างเวลา 12:30 จนถึง 14:30 น. ต่อมาภายหลัง ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มีการปรับลดระยะเวลาของการหยุึϸักกลางวันลงเหลือเพียง 1ชั่วโมง 30 นาที คือ ตั้งแต่12:30 จนถึง 14:00 น. การหยุึϸักกลางวัน มีความแตกต่าง จากการหยุดทำการซื้อྺายแบบชั่วคราว อาทิเช่น Circuit Breaker, Trading Halts และ Trading Suspension เป็นต้น เนื่องจากการหยุดทำการซื้อྺายแบบชั่วคราว๶หล่าȨ้เป็Ȩครื่องมือใȨารลดผลกระทบต่อความผัȨวนอย่างรุนแรงใȨลาด

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ: ประโยชน์ของการหยุึϸักกลางวันทุกวันทำการนั้น คือ อะไร และ ด้วยเหตุใดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงออกแบบให้มีการหยุึϸักกลางวัน การแบ่งเวลาซื้อขายออกเป็น 2 ช่วง (ช่วงเช้า และ บ่าย) ส่งผลต่อประสิทธิภาพของตลาดมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะ “การค้นหาราคา” (Price Discovery) ซึ่งเป็นหน้าที่พื้นฐานของตลาดทุนในการสะท้อนข้อมูลใหม่เข้าสู่ราคาอย่างรวดเร็วและถูกต้อง บทความนี้จะมาหาคำตอบให้กับคำถามนี้อย่างเป็นระบบ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลโครงสร้างจุลภาค Market Microstructure ของตลาดหุ้นไทยระหว่างปี 2018–2021 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างเกี่ยวกับกลไกการซื้อขายด้วยการจับคู่ครั้งเดียว Call Auction ทั้งช่วงเช้าและบ่าย ก่อนที่จะมาตามหาคำตอบนี้ เราต้องมาทำความเข้าใจกับกลไกในการสุ่มเวลาเปิดทำการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเสียก่อน

รู้ไหมว่าเวลาเปิึϸลาึϸั้งใȨ่วงเช้าและบ่ายไม่ไึϹกำหนึϹว้ตายตัว

กลไกการสุ่มเวลาเปิด นักลงทุนหน้าใหม่อาจจะไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ได้เปิดตลาดในรอบเช้าที่ 10:00 น. และภาคบ่ายที่เวลา 14:30 น. หากแต่ใช้วิธี “สุ่มเวลา” หรือ Random End โดยระบบจะสุ่มหาช่วงเวลาที่ Call Auction จะสิ้นสุด ซึ่งจะเป็นวินาทีใดก็ได้ ระหว่างเวลา 9:55–10:00 น. สำหรับภาคเช้า และ 14:25–14:30 น. สำหรับภาคบ่าย เพื่อทำการคำนวณหาราคาที่ใช้เปิดการซื้อขายในแต่ละช่วง หลักการนี้มีที่มาจากความพยายามลดการเก็งกำไรในเสี้ยววินาทีสุดท้าย ก่อนปิดการประมูลราคาเปิดตลาด ซึ่งหากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดเวลาสิ้นสุดของ Call Auction แบบตายตัว นักลงทุนบางรายอาจรอจนถึงวินาทีสุดท้ายเพื่อส่งคำสั่งขนาดใหญ่ เพื่อหวังให้ราคาขยับไปในทิศทางที่ตนต้องการ ส่งผลให้ราคาที่ได้ไม่เป็นธรรม และ ไม่สะท้อนมุมมองโดยรวมของตลาดอย่างแท้จริง ด้วยการสุ่มเวลาเปิด นักลงทุนทุกฝ่ายจึงต้องส่งคำสั่งล่วงหน้าในช่วงเวลาที่ไม่รู้แน่ชัดว่าการประมูลจะปิดเมื่อใด วิธีนี้ช่วยกระจายความเสี่ยง ลดการได้เปรียบของผู้ที่มีระบบซื้อขายความเร็วสูง high-frequency trading และเปิึϹอกาสให้ราคาสะท้อȨุมมองྺองȨกลงทุนกลุ่มไึϹกว้างྺวางมากขึ้น&Բ;

ภาพที่ 1 แสดงการกระจายตัวของเวลาจับคู่คำสั่งซื้อขายแบบสุ่มภายในช่วงเวลาประมูลราคาในรูปเปอร์เซ็นต์ระหว่างเวลา 9:55–10:00 น. สำหรับภาคเช้า และ 14:25–14:30 น. สำหรับภาคบ่าย  และ แสดงให้เห็นว่าการสุ่มเวลาสิ้นสุดทั้งภาคเช้าและภาคบ่ายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีการกระจายตัวสม่ำเสมอ ไม่มีความเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง จึงบ่งชี้ได้ว่ากลไกการสุ่มเวลาเปิึϸี้ทำงาȨามวัตถุประสงค์ และไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้บทบาทของ Call Auction ในภาคเช้าและภาคบ่ายมีความแตกต่างกัน

แหล่งข้อมูล ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เช้า VS บ่าย: เมื่อ Call Auction เหมือนกัน แต่ทำไมผลไม่เหมือนกัน

ภาพที่ 2 แสดง ค่าดัชนี Weighted Price Contribution (WPC) ซึ่งวัดว่าแต่ละช่วงเวลาซื้อขายของวันมีผลต่อราคาสุดท้ายของวันมากน้อยเพียงใด โดย วันทำการซื้อขายแบ่งออกเป็น 6 ช่วงย่อย ดังนี้ 1. ช่วงประมูลเปิดตลาดรอบเช้า (9:30–เวลาสุ่มเปิดจริง T1) หรือ Morning Call 2. ช่วงซื้อขายต่อเนื่องตอนเช้าช่วงต้น (AM1: T1–12:00) 3. ช่วงซื้อขายต่อเนื่องตอนเช้าช่วงปลาย (AM2: 12:00–12:30)   4. ช่วงประมูลเปิดตลาดรอบบ่าย (14:00–เวลาสุ่มเปิดจริง T2) Afternoon Call 5. ช่วงซื้อขายต่อเนื่องตอนบ่ายช่วงต้น (PM1: T2–15:00) และ 6.ช่วงซื้อขายต่อเนื่องตอนบ่ายช่วงปลาย (PM2: 15:00–16:30) จากภาพที่ 2 พบว่า ช่วงประมูลเปิดตลาดตอนเช้า มีค่าดัชนี WPC เฉลี่ย 14.8% ในขณะที่ ช่วงประมูลเปิดตลาดตอนบ่าย ค่าดัชนี WPC เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 3.04% นอกจากนี้ ภาพที่ 2 ยังแสดงให้เห็นว่า      ค่าดัชนี WPC ในช่วงเช้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามลำดับเวลา โดยมีค่าลดลงในช่วงที่ 3 ของวัน ซึ่งเป็นช่วงซื้อขายต่อเนื่องปลายเช้า และ       ค่าดัชนี WPC ในช่วงบ่าย อยู่ในระดับคงที่และต่ำกว่าช่วงเช้ามาก หลักฐานเชิงประจักษ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเฉื่อยชาในการสะท้อนข้อมูลเข้าสู่ราคาในช่วงประมูลเปิดตลาดตอนบ่าย (14:00–เวลาสุ่มเปิดจริง T2) Afternoon Call

แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะใช้ระบบ Call Auction เพื่อกำหนดราคาเปิดของทั้งภาคเช้าและภาคบ่ายของวันทำการแต่ละวัน เหมือนๆ กัน แต่กลับพบว่า Call Auction ตอนเช้ามีบทบาทสำคัญมากกว่าตอนบ่ายอย่างชัดเจนในการค้นหาราคา และยิ่งชัดขึ้นในวันที่มี การประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

แหล่งข้อมูล ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทำไมภาคบ่ายจึง๶งียบ?

ภาพที่ 3 สะท้อนรูปแบบที่ชัดเจนของปริมาณคำสั่งซื้อขายในช่วงเช้า คำสั่งเริ่มหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมากตั้งแต่ห้านาทีแรกของ Call Auction และกลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อเปิดตลาดในเวลาปกติราว 10.00 น. ตรงกันข้าม ในช่วงบ่าย ปริมาณคำสั่งใน Call Auction กลับต่ำกว่าช่วงเช้าอย่างชัดเจน และเมื่อเข้าสู่การซื้อขายปกติ ปริมาณคำสั่งก็เคลื่อนไหวค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่มีจังหวะเร่งตัวเหมือนภาคเช้า ภาพที่ 3 นี้แสดงให้เห็นว่า กลไกของ Call Auction เองไม่ได้มีปัญหาในทางเทคนิค เพราะระบบการจับคู่คำสั่งซื้อขายใช้แบบเดียวกันทั้งเช้าและบ่าย สิ่งที่แตกต่างคือ “บริบทྺองข้อมูล” และ “พฤติกรรมของนักลงทุน”

ในช่วงเช้า Call Auction มีโอกาสได้รับข้อมูลใหม่จำนวนมาก ทั้งข่าวสารจากต่างประเทศที่เกิดขึ้นข้ามคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก แรงกดดันจากตลาดต่างประเทศที่เปิดก่อนตลาดไทย อาทิเช่น ตลาดหุ้นในประเทศ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น รวมถึง ข่าวการประกาศของบริษัทจดทะเบียนในไทยเอง ในขณะที่ช่วงบ่าย แม้จะตามหลังช่วงพักที่อาจมีข่าวสารบ้าง แต่ปริมาณและความเร่งด่วนของข้อมูลกลับน้อยกว่า ทำให้นักลงทุนไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะส่งคำสั่งแบบ “เปิดเผยมุมมอง” ใน Call Auction ภาคบ่าย

นอกจากนี้ การทดสอบ “Price Efficiency” หรือความสามารถในการสะท้อนข้อมูลของราคาก็พบภาพที่คล้ายคลึงกัน ราคาที่ประเมินระหว่าง Call Auction ตอนเช้ามีแนวโน้มเข้าใกล้ราคาปิดของวันมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ราคาช่วงบ่ายไม่มีพัฒนาการดังกล่าว แถมยัง “เกินจริง” ในบางครั้ง ซึ่งอาจสะท้อนพฤติกรรมแบบ “overreaction” หรือ noise

แหล่งข้อมูล ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แกน x ในกราฟแสดงเวลาโดยอิงจากช่วงประมูลราคา (call auction) ซึ่งแบ่งเป็นช่วงละ 5 นาที (ใช้สัญลักษณ์ m แทนแต่ละช่วงเวลา) โดยช่วงเช้าครอบคลุมเวลา 9:30 ถึง 12:30 (m = −5 ถึง 30) และช่วงบ่ายครอบคลุมเวลา 14:00 ถึง 16:30 (m = −5 ถึง 24)

ความผันผวน: อีกมิติที่บอกเรื่องราว

ข้อมูลบ่งชี้ว่า สาเหตุหนึ่งมาจากความแตกต่างด้าน “ปริมาณข้อมูลใหม่” ที่เข้าสู่ตลาด Call Auction ซึ่งในตอนเช้ามีโอกาสสะท้อนข่าวสารจากทั้งคืน ทั้งจากต่างประเทศและการประกาศข่าวของบริษัท ทำให้ Call Auction มีการสะท้อนข้อมูลผ่านกลไกดังกล่าวมากกว่า แต่ในตอนบ่าย ซึ่งมีช่วงพักเพียง 2 ชั่วโมง และปริมาณข่าวสารใหม่มีจำกัด นักลงทุนอาจเลือกไม่เปิดเผยข้อมูลของตนผ่านการส่งคำสั่งในช่วง Call Auction

นอกจากบทบาทของ Call Auction ในการค้นหาราคาแล้ว การวิเคราะห์ความผันผวนของราคาหลังการเปิดตลาดในแต่ละช่วง โดยใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นจริง Realized Volatility (RV) ซึ่งคำนวณจากความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ภายหลังจากการประมูลเปิด จะทำให้เห็นว่าตลาดตอบสนองต่อข้อมูลใหม่ได้มากน้อยเพียงใด

ภาพที่ 4 แสดงการเปรียบเทียบความผันผวนระหว่าง “วันที่มีข่าวสารสำคัญ” เช่น การประกาศผลประกอบการ กับ “วันที่ไม่มีข่าวสารสำคัญ” โดยแยกเป็นภาคเช้าและภาคบ่าย ผลลัพธ์ชี้ชัดว่า ไม่ว่าจะเป็นวันที่มีข่าวหรือไม่มีข่าว ความผันผวนในภาคเช้าย่อมสูงกว่าภาคบ่ายเสมอ โดยเฉลี่ย RV ใน 30 นาทีหลัง Call Auction ภาคเช้าอยู่ที่ 6.56% ขณะที่ภาคบ่ายอยู่เพียง 5.04% เมื่อพิจารณาเฉพาะ แต่ในวันที่มีข่าวสาร ความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยภาคเช้ามีค่า RV สูงถึง 16.28% ขณะที่ภาคบ่ายแม้จะสูงขึ้นจากวันปกติ แต่ก็ยังต่ำกว่าภาคเช้าอย่างมีนัยสำคัญ ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า ปริมาณและความสำคัญของข้อมูลที่เข้าสู่ตลาดในช่วงพักกลางวันมีจำกัด ไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงขับเคลื่อนราคาได้เท่ากับข้อมูลจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามาในช่วงเช้า

แหล่งข้อมูล ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แกน X คือ ช่วงเวลา 1, 2, 3, 4, 5 และ 30 นาทีแรกหลังจากการประมูลเปิดตลาด (RV_1, RV_2, RV_3, RV_4, RV_5, RV_30) แกน Y คือค่าเฉลี่ยของความผันผวนที่เกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ ความผันผวนยังสามารถใช้เป็น “ตัวบอกความลึก” ของการค้นหาราคาได้ในทางอ้อมเพราะตลาดที่มีประสิทธิภาพมักจะปรับตัวแรงทันทีจึงมีความผันผวนสูงเมื่อมีข้อมูลสำคัญเข้ามา จากนั้นความผันผวนจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อราคาสะท้อนข้อมูลครบถ้วนแล้ว การที่ช่วงบ่ายมีความผันผวนต่ำจึงอาจบอกเป็นนัยว่ากระบวนการค้นหาราคาในช่วงบ่ายนั้นไม่เข้มข้นเท่าช่วงเช้า

กล่าวอีกมุมหนึ่ง ข้อมูลจากภาพที่ 4 ตอกย้ำให้เห็นว่า กลไกของ Call Auction มีประสิทธิภาพดีและไม่ได้เป็นสาเหตุที่ การค้นหาราคา หรือ Price Discovery ในช่วงเช้าแตกต่างจากช่วงบ่าย หากแต่ความแตกต่างในการค้นหาราคา หรือ Price Discovery นี้ เกิดมาจากความแตกต่างด้าน “สภาพแวดล้อมของข้อมูล” ระหว่างเช้าและบ่าย ซึ่งส่งผลต่อระดับกิจกรรมของนักลงทุนและคุณภาพของการค้นหาราคาในที่สุด

ใครเล่Ȩทไหนในตลาด?

เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกถึงบทบาทของนักลงทุนแต่ละประเภทใน Call Auction ภาคเช้าและภาคบ่าย พบว่า นักลงทุนแต่ละประเภทเล่นบทบาทที่แตกต่างกันไป สำหรับนักลงทุนรายย่อย (Retail Investors) มักจะ เป็นกลุ่มนักลงทุนที่ส่งคำสั่งซื้อขายเป็นจำนวนมากที่สุดแต่สัดส่วนคำสั่งที่เกิดการซื้อขายขึ้นได้จริงค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะในช่วงเช้า มีปริมาณคำสั่งที่เข้ามามากในช่วง Call Auction แรกของวันสะท้อนความตื่นตัวต่อข้อมูลใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาด เช่น ข่าวจากต่างประเทศหรือการประกาศผลประกอบการบริษัท ปริมาณคำสั่งซื้อขายจำนวนสูงที่สุดแต่สัดส่วนคำสั่งที่เกิดการซื้อขายขึ้นได้จริงค่อนข้างต่ำ เป็นลักษณะของการซื้อขายแบบโดยไม่อิงข้อมูลพื้นฐาน ไม่มีหลักการ noise trading 

ในขณะที่นักลงทุนสถาบัน (Institutional Investors) มักจะเป็Ȩลุ่มที่ส่งคำสั่งน้อยกว่านักลงทุȨายย่อย แต่พฤติกรรมྺองȨกลงทุนสถาบันมีความสม่ำ๶สมอมากกว่าȨกลงทุนรายย่อย และ มักมีบทบาทช่วยลดความผัȨวนของราคาใȨ่วงเช้า ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดว่านักลงทุนกลุ่มนี้มีข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึกมากกว่า อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า ในช่วงบ่ายนักลงทุนสถาบันกลับมีส่วนทำให้ความผันผวนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนสถาบันอาจเข้ามาเก็บของ หรือ เข้าซื้อขายในช่วงที่สภาพคล่องเบาบางลง เพื่อปรับพอร์ตหรือหาจังหวะทำกำไรระยะสั้น

กลุ่มสุดท้าย คือ นักลงทุนต่างชาติ (Foreign Investors) กลุ่มนี้มีลักษณะการส่งคำสั่งที่ซับซ้อȨละระมัึϸะวังมากกว่านักลงทุนประเภทอื่น อัตราการยก๶ลิกคำสั่งก็สูงกว่ากลุ่มอื่นอีกด้วย โดยเฉพาะในปี 2021 ที่สูงถึงกว่า 20% สะท้อนถึงลักษณะการตัดสินใจที่อาจจะส่งคำสั่งซื้อขายที่พร้อมจะยกเลิกทันที นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายนักลงทุนต่างชาติมีบทบาทต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้อยกว่าช่วงเช้าอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเป็นเพราะข้อมูลใหม่ในช่วงบ่ายมีความสำคัญน้อยเมื่อเทียบกับข้อมูลจากข้ามคืนและตลาดต่างประเทศ

บทสรุป

การออกแบบโครงสร้างตลาดไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือความสะดวกในการบริหารจัดการ หากแต่เป็นการกำหนดกติกาที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของนักลงทุนและประสิทธิภาพของตลาดในภาพรวม บทความนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้การแบ่งเวลาซื้อขายออกเป็นสองช่วงจะเหมาะสมในมุมของผู้ปฏิบัติ แต่ในทางพฤติกรรมของตลาด กลไกการกำหนดราคาเปิดในช่วงบ่ายอาจเป็นจุดอ่อนต่อกระบวนการค้นหาราคาโดยไม่ได้ตั้งใจ ท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาตลาดทุนให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเท่าทันต่อพลวัตของข้อมูล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนวัตกรรมเพียงลำพัง หากแต่อยู่ที่ความเข้าใจใน “พฤติกรรม” และ “โครงสร้าง” ที่หล่อหลอมมันขึ้นมา หากเรามุ่งหวังให้ตลาดทุนไทยสามารถปรับตัวต่อข้อมูลใหม่ได้อย่างทันท่วงที การศึกษาวิจัยเชิงโครงสร้างของกลไกช่วงเปิึϸลาึϸาคบ่ายจึงเป็Ȩระ๶ึϹȨำคัญที่ควรได้รับการสȨบสȨȨย่างจริงจัง


หมาย๶หตุ:

1.           ข้อมูลที่ใช้ในการเขียนบทความนี้เป็นข้อมูลก่อนวันที่ 25 มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับเวลาเปิดตลาดภาคบ่ายจาก 14:30 น. เป็น 14:00 น

2.           บทความนี้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ทุนเลขที่ N42A680640

อ้างอิง

Likitapiwat, T., Huang, C. C., Treepongkaruna, S., Jiang, C. X., 2025, “To Break or Not to Break: Price Discovery in Morning and Afternoon Call Auctions,” Pacific Basin Finance Journal, 93, 102867

บทความȨ้เขียนโดย

ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยเวิสเทิรน์ออสเตรเลีย ดร.ศิริมล ตรีพงษ์กรุณา หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยการพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุนอย่างยั่งยืน สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศาสตราจารย์กิตติคุณและนักวิจัยอาวุโสกิตติมศักดิ์ (Emeritus Professor & Senior Honorary Research Fellow) สาขาการเงิน ภาควิชาบัญชีและการเงินแห่งมหาวิทยาลัยเวสเทิรน์ออสเตรเลีย UWA Business School ประเทศออสเตรเลีย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนากร ลิขิตาภิวัฒน์ นักวิจัยประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัยการพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุนอย่างยั่งยืน สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อาจารย์ประจำ ภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

The post บทความพิเศษ ศศินทร์ จุฬาฯ: ตลาดหุ้นกับ “ช่วงพักกลางวัน”: พักเพื่ออะไร และกระทบตลาดแค่ไหน ? appeared first on จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

]]>